Hi dearies ⋆ ˚。⋆ This is my first letter to you all. I am nothing but such a little girl to this whole wide world where there is such a lot to see. I am a learner but still a fool cause there is a lot I’ve not know yet. My journey was just begin…and I want you to join me.Subscribe below to get notified when I post new letter xxx
ลักษณะเด่นบางประการของสำเนียงนี้ เช่น การเปลี่ยนของเสียง th (/θ/ออกเสียงคล้าย ธ พ่นลม),(/ð/ออกเสียงคล้ายกับ ด พ่นลม) เป็นเสียง f และ v เช่น thanks (เเธ้งส์) จะกลายเป็นเสียง fanks (เเฟ้งส์) และ th ในคำว่า they (เดย์)เป็น vey (เวย์) การกร่อนเสียง t ให้เป็น glottal stop (เสียงหยุด)เเทน เช่น water (วอ-เธ่อ)จะออกเสียงว่า wa’ er (วอ-เออะ) หรือที่เด่นชัดในภาพยนตร์อย่างการออกเสียงสระ a (เอ) เป็น ay (อาย)
กระบวนการส่งต่ออำนาจของภาษามาตรฐานต่อภาษาที่อยู่ในวงสังคมอื่นๆที่กล่าวไปข้างต้นนี้เป็นไปตามทฤษฎี Standard Language Ideology นำเสนอโดยแอนและเจมส์ มิลรอย (Anne and James Milroy) ผนวกกับทฤษฎีเรื่องวงของผู้ใช้ภาษาอังกฤษที่ต่างกัน หรือที่เรียกว่า Three Circles Model โดยบราจ คครู (Braj Kachruu) อิฉันของสรุปให้สั้นๆละกันค่ะ
ถึงเเม้ว่าใน My Fair Lady นั้นจะไม่ได้นำเสนอความหลากหลายของภาษาอังกฤษในประเทศอื่นๆ เเต่มันก็ได้นำเสนอความหลากหลายทางสำเนียงภายในประเทศอังกฤษเสียเอง หากลองนำโครงสร้างของ คครู (Kachru’s Model) มาปรับใช้ร่วมกับทฤษฎี SLI มาประยุกต์ อาจจะสามารถเขียนเเผนภาพได้ประมาณรูปข้างล่าง โดยให้ภาษาอังกฤษแบบมาตรฐานนั้นอยู่ Inner Circle และสำเนียง Cockney อยู่ Outer Circle ค่ะ
ใน My Fair Lady (1964) นั้นไม่ได้มีเพียงประเด็นเรื่องภาษาและชนชั้นเท่านั้นเเต่ยังมีเรื่องอื่นๆที่น่าสนใจอีกเช่นกัน ประกอบกับเคมีการเเสดงของคู่พระนางอย่าง Audrey Hepburn และ Rex Harrison แถมโปรดักชั่นที่ดีงามทั้งฉาก เเละเพลง รวมไปถึงคอสตูมในภาพยนตร์ที่เลิศสุดเพราะฉะนั้นเเล้วภาพยนตร์เรื่องนี้จึงเป็นอีกเรื่องที่อิฉันอยากเเนะนำให้ดูกันในช่วงโควิด19 นี้ สุดท้ายนี้ขอลาไปด้วยรูปสวยๆของชีออเดรย์ เฮปเบิร์นจากเรื่องนี้ ไว้เจอกันใหม่บทความหน้าค่าาา
Moody, A. (2020). World Englishes in the Media. In D. Schreier, M. Hundt, & E. Schneider (Eds.), The Cambridge Handbook of World Englishes (Cambridge Handbooks in Language and Linguistics, pp. 652-675). Cambridge: Cambridge University Press. doi:10.1017/9781108349406.028
ตาม Oxford learner’s dictionary ให้ความหมาย โรเเมนติค (Romantic) ว่าเกี่ยวข้องกับความรักหรือความสัมพันธ์เชิงชู้สาว (connected or concerned with love or a sexual relationship) สำหรับเชิงวรรณกรรมเเล้วยุคโรเเมนติค (Romantic movement)) นั้นคือ การเเสดงออกถึงความรู้สึกนึกคิดอย่างเเท้จริงโดยไร้กรอบใดใดทั้งสิ้น สำหรับพวกเราเเล้วความโรเเมนติคคงเป็นผลพ่วงความรักที่ทำให้หัวใจผองโต ทำให้วันนั้นของเธอชื่นบานเเละอมยิ้มในตอนบ่่ายที่เเสนยุ่งเหยิงได้ มันอาจจะไม่จำเป็นต้องยิ่งใหญ่เเต่เป็นสิ่งเล็กน้อยที่ทำให้กันทุกวันก็ได้
หรืออย่างในนวนิยายชื่อดังของ โจโจ้ มอยส์ (Jojo Moyes) Me before you เรื่องราวความรักระหว่าง หลุยซา คลาร์ค ผู้ดูเเลผู้ป่วย กับ วิลเลี่ยม เกรย์ ผู้ป่วยร่างกายไม่สามารถขยับได้เนื่องจากประสบอุบัติเหตุก็ไม่ใช่เรื่องราวที่จบด้วยการเเต่งงาน เเต่เป็นความรักที่พวกเขาสองคนได้ใช้เวลาด้วยกันจนกระทั่งวิลเลี่ยมตัดสินใจการุณยฆาตตนเองไป หรือ La La Land (2016) ซึ่งว่าด้วยความสัมพันธ์ของคู่หนุ่มสาวช่างฝันอย่าง มีอา ผู้ฝันถึงการเป็นนักเเสดง เเละเซบาสเตียนที่อยากมีบาร์เเจ๊ซเป็นของตนเอง เเม้ว่าสุดท้ายเเล้วทั้งคู่จะไม่ได้ใช้ชีวิตคู่ร่วมกันเพราะเเยกกันไปทำตามฝันของตนเอง เเต่อย่างน้อยครั้งหนึ่งพวกเขาก็เคยรักกัน
Blue is the warmest color (2013)ภาพยนตร์ฝรั่งเศสได้รับรางวัลปาล์มทองคำ(2013) ว่าด้วยเรื่องราวความรักระหว่างหญิงสาวสองคน อเดล หญิงสาววัย 15 ที่ตกหลุมรักสาวผมฟ้าผู้กำลังศึกษาด้านศิลปะอย่าง เอ็มม่า ถึงเเม้ว่าความสัมพันธ์ของเขาจะไม่ใช่คู่ชายหญิงเเต่ความรู้สึกที่มีให้กันจริงๆก็ไม่ได้น้อยหน้าคนรักคู่ไหนเลย หรือ Call me by your name (2017) ภาพยนตร์น้ำดีฝีมือการกำกับภาพโดย คุณ สยมภู มุกพร้อมดี และผู้กำกับภาพยนตร์ชาวอิตาเลี่ยน ลูก้า กัวดาญิโน (Luca Guadagnino) เรื่องราวทั้งหมดนั้นเกี่ยวกับความสัมพันธ์ที่ค่อยๆเพิ่มขึ้นของเด็กหนุ่มวัย 17 ปี เอลิโอ เเละโอลิเวอร์ ผู้มาพำนักอาศัยในฐานะผู้ช่วยงานวิจัยของพ่อตนเอง
ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมากว่าหลายพันล้านปีที่มนุษย์ได้เริ่มต้นวิวัฒนาการจากสัตว์ตระกูลวานร (primate) ต่อมาสัตว์ตระกูลวานรนี้ได้ปรับตัวกับสิ่งแวดล้อมอย่างค่อยเป็นค่อยไปจนในที่สุด ก็เกิด homo คนเเรกในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ จนกระทั่งมาถึงปัจจุบันที่มนุษย์ หรือ homo sapiens sapiens ยังคงดำรงอยู่ การดำเนินการวิวัฒนการที่มีมาตลอดหลายล้านปีนี้เป็นกระบวนการธรรมชาติตามทฤษฎีของ natural selection (1859) ของ Charles Darwin
Do androids dream of electric sheep? นวนิยายวิทยาศาสตร์ปรัชญาของ Philip K. Dick ได้ตั้งคำถามนี้เช่นกัน หนังสือเรื่องนี้ถูกตีพิมพ์ครั้งเเรกเมื่อ ปี 1968 ซึ่งได้รับความสนใจจากเหล่าแฟนคลับคอ sci-fi กันอย่างท่วมท้น ต่อมานวนิยายเรื่องนี้ได้ถูกนำไปดัดแปลงเป็นภาพยนตร์อีกสองเรื่อง คือ Blade Runner (1982) และ Blade Runner 2049 (2017) และอนิเมชั่นขนาดสั้นอย่าง Blade Runner black out 2022 (2017) 2036: Nexus Dawn และ 2048: No where to run
The power of meaningโดย Emily Esfahani Smith สำหรับเธอนั้นชีวิตมีมากกว่าเเค่การมีความสุขไปวันๆ คุณค่าของชีวิตต่างหากที่เติมเต็มมนุษย์ซึ่งปัจจัยที่ก่อให้เกิดคุณค่าของชีวิตคนเรานั้นได้แก่ ความผูกพันธ์ เป้าหมาย และการเรียนรู้จากประสบการณ์ที่ผ่านมา สิ่งเหล่านี้จะเติมเต็มความรู้สึกภายในจิตใจและก่อให้เกิดเป็นความหมายแก่ตัวเรา ดังนั้นหากปัจจัยข้างต้นนั้นสามารถสร้างความหมายแก่ชีวิตของมนุษย์ได้แล้ว คำถามถัดมาคือ
ตามหนังสือเรื่องเจ้าชายน้อย (The little prince) โดย Antoine de Saint-Exupery เมื่อตอนที่เจ้าชายน้อยได้พบเจอดอกไม้ที่กำลังอวดโฉมและบอกว่าตนเองคือดอกกุหลาบ แต่เจ้าชายนั้นกลับรู้สึกว่าไม่มีดอกกุหลาบดอกไหนเหมือนเเละมีค่าเท่าดอกกุหลาบของตน ณ ดาว B612 เลย สุนัขจิ้งจอกจึงบอกแก่เจ้าชายน้อยว่านั้นเป็นเพราะเวลาที่เธอเสียไปกับการดูแลดอกกุหลาบจึงทำให้ดอกกุหลาบดอกนั้นของเธอมีค่าที่สุดสำหรับเธอยังไงละ ดังนั้นจึงอาจสามารถสรุปได้ว่า เวลาและความรู้สึกของเราที่ใช้ไปกับสิ่งๆหนึ่งนั้นได้ก่อให้เกิดความผูกพันธ์ขึ้นในชีวิตของเรากับสิ่งนั้นหรือบุคคลนั้น
สำหรับ Do andriods dream of electric sheep? นั้นการบอกเล่าเรื่องของเเต่ละคน(ตัวละครหลักๆ)ที่ปรากฏขึ้นมาในเรื่องนั้นสามารถเห็นได้อย่างชัดเจน ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะวิธีการเขียนของผู้เเต่ง ยกตัวอย่าง Rick Deckard บอกว่าตัวเองเป็นนักล่าค่าหัว ที่มีภรรยาชื่อ Iran เช่นเดียวกันกับ Phill Resch ที่เป็นนักล่าค่าหัวให้แก่สถานีตำรวจปลอม ซึ่งเขาเองก็เชื่อมาตลอดว่าเขาเป็นนักล่าค่าหัวแอนดรอยด์แก่สถานีตำรวจแห่งนี้ นี้กลายเป็นความเชื่อที่เขาได้เล่าให้แก่ตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า สองคนนี้ได้นิยามตัวเองตามอาชีพที่พวกเขาทำ นอกจากนั้นไม่เพียงเเต่พวกมนุษย์ที่สามารถให้ค่าของตัวเองได้เเต่แอนดรอยด์ก็เช่นกัน อย่าง Luba Luft ที่บอกว่าตัวเธอนั้นเป็นนักร้อง ณ โรงโอเปร่า Garland ที่เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจแก่สถานีตำรวจปลอม Rachael Rosen ที่ยอมรับว่าตัวเองเป็นสินทรัพย์ของ Rosen association และเล่าประสบการณ์ต่างๆที่ผ่านมาของตนเองอีกด้วย หรือการเล่าเรื่องตัวเองที่ฉันประทับใจที่สุดในหนังสือ คือ การที่หุ่นยนต์แอนดรอยด์ที่เป็นรุ่นเดียวกับ Rachael บอกว่าตนเองนั้นไม่ใช่ Rachael แต่ฉันคือ Pris Stratton การตั้งชื่ออื่นให้แก่ตัวเองนั้นแสดงให้เห็นถึงความขบถเเต่ Rosen association และความมุ่งมั่นในการนำเสนอตัวเองในนามของตัวเอง
‘Did you get my name?’ he said eagerly. ‘ John Isidore, and I work for-‘
‘You told me who you work for’ She had stopped briefly at her door; pushing it open she said, ‘Some incredible person named Hanibal Sloat, who I’m sure doesn’t exist out side your imagination.My name is –‘ She gave him one last warmthless glance as she returned to her apartment, hesitated and said, ‘I’m Rachael Rosen.’
‘Of the Rosen Association?’ he asked. ‘The system’s largest manufacturer of humanoid robots used in our colonization program?’
A complicated expression instantly crossed her face, fleetingly, gone at once. ‘No,’ she said. ‘I never heard of them; I don’t know anything about it. More of your chickenhead imaginaton, I suppose. John Isidore and his personal, private empathy box. Poor Mr Isidore.’
‘But your name suggests–‘
‘My name,’ the girl said,’ is Pris Stratton. That’s my married name; I always use it. I never use any other name but Pris. You can call me Pris.’ She reflected, then said, ‘ No, you’d better address me as Miss Stratton. Because we don’t really know each other.At least I don’t know you.’ The door shut after her and he found himself alone in the dust strewn dim hall
ดินเเดนที่เต็มไปด้วยนางฟ้าเอย เวทมนตร์เอย คนแคระเอย สัตว์พูดได้ และสิ่งต่างๆที่เกินขอบเขตความเป็นจริงอีกมากมายสารพัด ข้างต้นที่กล่าวมานั้นล้วนเเต่เป็นภาพจำโลกแฟนตาซีทั้งฉันเเละเธอ ซึ่งเช่นเดียวกันนั้นก็เป็นภาพที่เราทุกคนต่างคุ้นเคยกันจากนวนิยายไตรภาคชื่อดัง ‘The Lord Of The Rings’ นวนิยายที่ยังคงทรงพลัง และส่งผลต่องานเขียนมากมายในภายหลัง
The Lord of The Rings นวนิยายไตรภาคจบเรื่องนี้ประกอบด้วย เรื่องราวทั้งหมดสามภาค(และหนังสือเล็กๆน้อยๆที่เหลืออีกมากมาย) The Fellowship of the Ring (1954), The Two Towers (1954) and The Return of the King (1955) นวนิยายเรื่องนี้ขึ้นเเท่นเป็นหนังสือที่ขายดีที่สุดแห่งศตวรรษที่ 20 และถูกแปลกว่า 38 ภาษา นอกจากนั้นยังถูกดัดแปลงเป็นภาพยนตร์ ละครเวทีอีกด้วย
ต่อมาในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 แนวความคิดในการค้นหาความจริงหรือ ลัทธิสัจนิยม(Realism)นั้นได้รับความนิยมและส่งผลกระทบต่องานเขียนทำให้เกิดงานเขียนประเภทวรรณกรรมสัจนิยม อย่าง Oliver twist (1837-1839)ของ Charles Dicken แนวคิดเรื่องสัจนิยมนี้ได้ผลักให้แนวคิดขั้วตรงข้ามอย่างโลกแฟนตาซีออกไปกลายเป็นเรื่องที่ไร้สาระ และเมื่อเป็นเรื่องไร้สาระผู้อ่านซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ใหญ่นั้นก็ได้ผลักเรื่องราวของโลกแห่งแฟนตาซีนั้นไปสู่เหล่าเด็กๆ
ต่อมาในช่วงศตวรรษที่ 20 J.R.R. Tolkien หรือ John Ronald Reuel Tolkien นักประพันธ์และนักภาษาศาสตร์ชาวอังกฤษได้เขียนเรื่อง The Lord of The Rings : The Fellowship of The Rings ขึ้นครั้งเเรกในปี 1954 และตามมาด้วย The Two Towers ในปีเดียวกันและ The Return of The King ในปีถัดมา (1955) นวนิยายเรื่องนี้ได้รับความนิยมอย่างล้นหลามจากทุกเพศ ทุกวัย จนได้รับการดัดแปลงไปเป็นภาพยนตร์ The Fellowship of The Rings ฉายครั้งแรกในปี 2001 และตามมาด้วยอีกสองภาคติดๆ คือ The Two towers ในปี2002 และ The Return of The King ในปี 2003 ภาพยนตร์นั้นเองได้ยิ่งเพิ่มพูนความนิยมและชื่อเสียงของนวนิยายแก่ผู้คนมากขึ้น และนอกจากนั้นยังกวาดรางวัลออสการ์รวมแล้ว 17 รางวัล
กลับมาที่คำถามใหญ่สุดของเรา ทำไมจุดเริ่มต้นของโลกแฟนตาซีสมัยใหม่(หลังศตวรรษที่ 19) ถึงต้องเป็น The Lord of The rings?
สำหรับ The Lord of The Rings นั้นซึ่งว่าด้วยการเดินทางอันยาวนาน และประกอบกับขนาดดินแดนที่ใหญ่อลังการงดงามตระการตาทั้งอาณาจักรเอล์ฟ พ่อมด คนแคระ ฮอบบิท จึงไม่เเปลกเลยที่จะประทับใจคนหลายคนที่ในขณะที่กำลังอ่านหนังสืออยู่ในห้องเเต่กลับกำลังหลุดเข้าไปร่วมการเดินทางไปเจอสถานที่ต่างกับคณะเดินทางพร้อมกับความรู้สึกตื่นเต้นตลอดการอ่านที่ได้สัมผัสสิ่งแปลกใหม่จากชีวิตประจำวัน
นอกจากนี้สถานที่และช่วงเวลาในนวนิยายเรื่องแฟนตาซีในยุคหลังจาก The Lord of The Ringsนั้น มักจะเป็นหรือเกี่ยวข้องกับช่วงยุคกลาง (Middle age) ศตวรรษที่ 5-15 มักเกิดในยุโรปที่เต็มไปด้วยป่าเขา ปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งคือ เนื่องจากในภายหลังศตวรรษที่ 17 มนุษย์เราเองได้เริ่มสนใจวิทยาศาสตร์ วิทยาการเเละสิ่งประดิษฐ์ ซึ่งเป็นทางคู่ขนานของเวทมนตร์ หากการเจริญก้าวหน้าของวิทยาศาสตร์มากขึ้นก็จะไม่มีโลกแห่งเวทมนตร์ หรือหากคนเชื่อในเวทมนตร์ต่อไป วิทยาศาสตร์ก็จะไม่ประสบผลสำเร็จ J.R.R. Tolkien ได้หยิบเอาช่วงเวลานี้มาปรับใช้กับเรื่อง The Lord of The Rings ซึ่งโลกแห่งเวทมนตร์นั้นยังคงมีความเป็นไปได้และผู้คนยังคงเชื่อในอำนาจลี้ลับ หากลองคิดเล่นดูๆ ถ้าเราสมมุติเวลาในเรื่องเป็นช่วงศตวรรษที่ 17 พ่อมดแกนดัล์ฟอาจกลายเป็นอาจารย์แกนดัล์ฟสอนวิชาเคมีแทนก็ได้นะเออ
จินตนาการที่ไม่ใช่แค่สำหรับเด็ก แต่สำหรับทุกคน
อย่างที่พูดไปแล้วก่อนหน้านี้ The Lord of The Rings นั้นใช่ว่าจะไม่มีนวนิยายแฟนตาซีนี้เลย ในช่วงศตวรรษที่ 19 นั้น Five Children And It ของ Edith Nesbit (1906) อันว่าด้วยเด็กห้าคนกับสิ่งมีชีวิตประหลาดที่ให้พรแก่เหล่าเด็กๆให้สมปราถนาแล้วจะหมดฤทธิ์เมื่อสิ้นวัน หรือ เรื่องราวของพี่เลี้ยงคนเก่ง Mary Poppins (1934)โดย Pamela Travers ซึ่งนำมาทำเป็นภาพยนตร์และรีเมคอีกก็นับว่าเป็นเรื่องแฟนตาซี ในช่วงปลายยุคศตวรรษที่ 19 นั้น เป็นยุคสมัยที่ผู้คนต่างกำลังถวิลหาความจริงหรือที่เรียกว่า “ยุคสัจนิยม หรือ realism’
แต่สำหรับ The Lord of The rings นั้นมันไม่ใช่เเค่การฝันกลางวันชี้โบ้ชี้เบ้สำหรับเหล่าเด็กน้อยแต่อย่างใด มันคือการสร้างโลกอีกโลกหนึ่งผ่านตัวหนังสือซึ่งเด็กอ่านได้ ผู้ใหญ่อ่านดี การจินตนาการที่แต่เดิมถูกมองว่าไร้สาระนั้น ได้ถูกยกระดับให้กลายเป็นเรื่องจริงจังมากขึ้น โลกแห่งเเฟนตาซีแทบจะเหมือนเป็นห้องๆหนึ่งที่เราสามารถเดินเข้าไปได้ รายละเอียดของนวนิยายถูกหยิบยกให้เป็นเรื่องจริงจังและมีแบบแผนถึงกระนั้นยังคงทิ้งปริศนาเเห่งเวทมนตร์ไว้ ด้วยอิทธิพลจาก The Lord of The Ringsนั้น ได้ส่งผลให้งานเขียนแฟนตาซีหลังช่วงศตวรรษที่ 19 ถูกฉีกกรอบออกไปแล้ววางกรอบความคิดแบบใหม่ขึ้นต่องานเขียนประเภทนี้ นวนิยายแฟนตาซีก็ถูกยอมรับกันมากขึ้นในวงกว้าง หลังจากการประสบความสำเร็จในการทำลายกรอบเดิมของแฟนตาซี งานเขียนแฟนตาซีในภายหลังทั้งหมดก็ได้รับอิทธิพลจาก The Lord of The Rings ทั้งสิ้น ยกตัวอย่างเช่น Harry Potter the series(1997-2007) และ Fantastic Beast and Where To Find Them โดย J.K. Rowling Spiderwick(2003-2009) โดย Tony DiTerlizzi และ Holly Black The Caster Chronicles (2009) โดย Kami Garcia และ Margaret Stohl The Chronicles of Narnia (1950-1956)โดย C.S.Lewis The school for good and evils(2013) โดย Soman Chainani เป็นต้น
The Lord of The Rings ซึ่งมีเจ้าฮอบบิทตัวจ้อยโฟรโด แบกกิ้นส์ เป็นตัวเอก หรือ Harry Potter ที่มีหนุ่มเเว่นกลม แฮร์รี่ พอตเตอร์ เป็นตัวดำเนินเรื่องนั้นก็ดี มีความคล้ายคลึงกันอย่างหนึ่ง คือ ผู้ดำเนินเรื่องนั้นมักจะเป็นคนที่ไม่มีอะไรเลย ไม่มีความสามารถพิเศษมากมายเลิศเลอ แต่มีใจกล้าที่พร้อมเผชิญหน้ากับสิ่งต่างๆ การดำเนินเรื่องด้วยตัวเอกลักษณะนี้เป็นกลวิธีของผู้เขียนเพื่อให้ผู้อ่านนั้นรู้สึกใกล้ชิดกับเรื่องและเพื่อก่อเกิดความรู้สึกในใจของผู้อ่านให้รู้สึกว่าถึงเเม้ฉันจะไม่ได้เป็นมนุษย์ผู้เเสนธรรมดาเพียงฉันมีความกล้า ฉันเองก็สามารถออกไปพิชิตสิ่งต่างๆในชีวิตได้เช่นเดียวกับคนเหล่านี้
เมื่อ The Lord of The Rings ได้เริ่มเขียนภาพการเดินทางเป็นหมู่คณะขึ้นมาในโลกของแฟนตาซีนั้น ผลงานส่วนใหญ่ในภายหลัง ยกตัวอย่างเช่น Harry Potter โดย J.K. Rowling หรือ The Chronicles of Narnia โดย C.S.Lewis นั้นก็นิยมเดินทางหรือดำเนินเรื่องไปในลักษณะหมู่คณะ เพื่อช่วยกันเเก้ไขรับมือเรื่องต่างๆที่จะเกิดขึ้นและกระจายหน้าที่ให้แต่ละคน ดังนั้นการจัดการสิ่งต่างๆด้วยตัวเองหรือการปราบศัตรูเพียงลำพังด้วยกำลังวังชาอย่าง Beowulf (ประมาณศตวรรษที่8) หรือการที่ต้องเป็นผู้ใหญ่ที่เก่งกาจไร้ที่ติ อย่างใน Mary Poppins (1934) นั้นก็ไม่ได้จำเป็นอีกต่อไปในเมื่อเราไม่ได้ไปตัวคนเดียวแต่เรามีพวกพ้องไปด้วย
ไม่เพียงการฉีกกรอบธรรมเนียมเดิมเท่านั้นที่ J.R.R. Tolkienได้แสดงให้ทุกคนเห็นแต่เขาได้วางรูปแบบใหม่แห่งโลกแฟนตาซี และยังได้ร่ายมนต์แก่ผลงานชิ้นเอกตลอดกาลอย่างนวนิยายไตรภาคจบThe Lord of The Rings ให้กลายเป็นที่รักของผู้ติดตาม
หลังจากที่สถานี HBO ได้ปล่อยซีรี่ย์ภาพยนตร์ Game of Thrones ออกมากนั้นได้เรียกเสียงฮือฮาจากผู้ชมเป็นจำนวนมากด้วยองค์ประกอบต่างๆในเรื่องนั้น ทำให้ซีรี่ย์เรื่องนี้ถูกขึ้นเเท่นในดวงใจของใครหลายคน วันนี้เราจะพาทุกคนมาดูกันว่าอะไรทำให้ซีรี่ย์เรื่องนี้บูมได้ขนาดนี้
ก่อนจะพูดอะไรๆต่อไปเนี่ยเราขอย้อนกลับไปดูความเป็นมาของเรื่องนี้ซะหน่อย Game of Throne นั้นเป็นภาพยนตร์ซีรี่ย์ที่ดัดแปลงมาจากนวนิยายแฟนตาซีชุด Song of Ice and Fire โดย George R.R.Martin ออกอากาศครั้งแรกเมื่อ 17 เมษายน และตอนสุดท้ายเมื่อ 19 พฤกษภาที่ผ่านมา รวมทั้งหมดแล้ว 8 ซีซั่น และ 73 ตอน
Farah Mendelsohn นักวิชาการประวัติศาสตร์และนักเขียนนิยายวิทยศาสตร์และแฟนตาซี ได้แบ่งโลกของแฟนตาซี (Rhetoric of Fantasy) ออกเป็น 4 แบบ ได้แก่ The Portal-quest, The immersive, The intrusive และ The liminal
ซึ่งจุดนี้เองที่ค่อนข้างเเตกต่างจากเรื่องอื่น เช่น The chronicles of Narnia ที่ลูซี่ตื่นตาตื่นตื่นใจกับโลกใหม่ Spiderwick ที่มีสิ่งมีชีวิตแปลกประหลาดบุกขึ้นบ้าน Harry Potter ที่แฮร์รี่ไม่เคยรู้จักโลกผู้วิเศษมาก่อนเลย ในรูปแบบภาพยนตร์ซีรี่ย์ GOT เราจะอยู่ในฐานะบุคคลที่สามที่คอยเฝ้าดูความเป็นไปของบ้านเมืองเเต่ในขณะเดียวกันรูปแบบของหนังสือนั้นได้นำเสนอเรื่องเเต่ละตอนผ่านมุมมองของตัวละครเเต่ละคนซึ่งนับว่าไม่ได้ท้าทายเเค่ตัวผู้เขียนเเต่ยังท้าทายผู้อ่านอีกด้วย
จากข้างต้นนั้นเราได้กล่าวถึง การสูญเสียมาบ้างเเล้ว การตายหรือเสียชีวิตในเรื่องนั้นก็สำคัญเเละสร้างอรรถรสเเปลกใหม่แก่เรื่องนี้ หากเราย้อนกลับไปที่ The Lord of The Rings นั้น เราจะเห็นว่าการตายนั้น ถ้าไม่เกิดกับฝั่งตัวร้ายก็จะเกิดกับสิ่งที่ไม่ได้สลักสำคัญอะไรมาก ( ในกรณีนี้ขอไม่นับการตกร่องเหวของแกนดัล์ฟ เพราะสุดท้ายเขาก็กลับมาอยู่ดี) การกำจัดตัวละครแต่ละตัวในเรื่องนี้ก็ไม่ได้ทำสุ่มสี่สุ่มห้าที่อยากให้ใครไปก็ไป แต่การฆ่า (หรือการพยายามทำให้ตาย) นำไปสู่เรื่องราวสำคัญต่อไป เพื่อป้องกันสิ่งใดสิ่งหนึ่งรั่วไหล หรือมันสมควรถึงจุดจบของเเต่ละคนเเล้วจริงๆ ไม่เพียงเท่านั้นการตายนี้ไม่ได้เกิดขึ้นในตัวร้ายได้อย่างเดียว (ซึ่งเราก็ไม่สามารถระบุเเน่ชัดว่าใครดีไม่ดีอย่างชัดเจนอีก) แต่มันสามารถเกิดได้กับทุกคน ทุกเมื่อ เช่น การตายของลูกชายร้านขายหมูเพื่อปิดปาก หรือ การที่ Ned Stark โดนตัดหัวทั้งที่ราชินีเซอร์ซี่ย์ก็ขอชีวิตไว้แล้ว ซึ่งการตายของ Ned Stark นำไปสู่การเกิดสงครามระหว่าง Winterfell และ King’s landing
นอกจากนั้นแล้วสิ่งที่(เกือบ)ทุกตัวละครในเรื่องทำ คือ การกล่าวคำปฏิญาณ การสาบาน การสัญญา แต่ใช่ค่ะ ก็เเหกคำสัตย์กันกระจาย (ฮา)ยกตัวอย่าง เช่น John Snow ที่กล่าวคำปฏิญานต่อหน่วย Nightwatch เพื่อพิทักษ์ The wall แต่เมื่อรู้ข่าวว่า Theon Greyjoy ยึดแดนเกิด Winterfell และพี่ชายตัวเอง Rob Stark กำลังทำสงคราม ก็พร้อมจะทิ้งหน้าตัวเองเเล้วออกรบ (อย่างไรก็ตามในท้ายที่สุดเหล่าเพื่อนพี่น้องก็ลากกลับมาได้) หรือ บุคคลที่ถือคำสัตย์เถรตรงอย่าง Ned Stark สุดท้ายก็โดนประหารชีวิต หรืออย่าง Theon Greyjoy ที่มีเชื้อสายตระกูล Greyjoy แต่กลับได้รับการเลี้ยงดูจากตระกูล Stark ถ้าเช่นนั้นแล้วชายคนนี้ควรซื่อตรงต่อใครกันเเน่ ตกลงแล้วความคุณธรรมและความสัตย์จริงของมนุษย์นั้นแล้วคืออะไรเเน่ หรือแท้จริงแล้วคุณค่าของความดีนั้นขึ้นอยู่กับสถานการณ์กันและสามารถยืดหยุ่นได้กันเเน่
It isn’t a man’s world อำนาจไม่ใช่แค่ของผู้ชาย
หากย้อนกลับไปดูในสมัยของ The Lord of The Ringsของ J.R.R Tolkien นั้น เราจะเห็นได้ชัดเลยว่าบทบาทของผู้หญิงในเรื่องนั้นน้อยมากถึงมากที่สุด (แถมยังเรียบเเบนอีกต่างหาก!) ในขณะ Game of Thrones นั้นผู้หญิงเองมีบทบาทสำคัญไม้แพ้ผู้ชายเลย เราได้เห็นมารยาร้อยพันเเปดเล่มเกวียน หญิงสาวที่ถือดาบเฉกเช่นชาย ใครที่คิดว่าผู้หญิงนะแสนบอบบาง ไร้ความสามารถ ฉันขอบอกให้เธอคิดใหม่เดี๋ยวนี้!
เเม้ว่าการออกไปทำศึกสงครามในเรื่องหรือการมีตำแหน่งยศถาบรรดาศักดิ์นั้น ส่วนใหญ่จะเป็นของชายเเต่ในเรื่องนั้น ผู้หญิงแต่ละคนก็เเสดงออกถึงบทบาทมากมายไม่เเพ้ชายเลย Game of Thrones พิสูจน์ให้เราเห็นว่าอำนาจ เงินทอง และตำแหน่งนั้นไม่ได้มาจากการเกิดเป็นชาย แต่สามารถมาจากการสมรส ความเสน่หา และเล่ห์เหลี่ยมได้อีกด้วย ยกตัวอย่างเช่น Cersei Lanister ผู้เเต่งงานกับราชา Robert Baratheon และดันให้ลูกชายของตน Joffrey และดำเนินเเผนการต่างๆจนตัวเองได้ครองบัลลังค์ Iron throne หรือ Ros โสเภณีผมสีเพลิงกับหุ่นอันเเสนยั่วยวนที่เต้าไต่ เอ้ย! ไต่เต้าจากอาชีพสเภณีมาเป็นที่ปรึกษาในกับท่านลอร์ดได้
ไม่เพียงเท่านั้นผู้หญิงในเรื่องนี้สามารถจับดาบลุกขึ้นสู้คนได้ค่ะ! ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องที่ไม่ได้พบเจอบ่อยในนวนิยายแฟนตาซีที่ก่อนหน้านี้ผู้หญิงจะปรากฎในภาพของดอกไม้แสนบอบบางต้องการทนุถนอม หรือเป็นเจ้าหญิงที่รอคอยเจ้าชายตามเเบบฉบับเทพนิยายกล่อมเด็ก แต่ ในเรื่องนี้เราเห็นอัศวินหญิง อย่าง Brienne of Tarth ที่ประลองชนะชายและมีฝีดาบที่ร้ายกาจไม่แพ้ชายคนไหน หรือ Arya จากตระกูล Stark ที่ร่ำเรียนดาบเเทนการเรียนเพื่อเติบโตเป็นเเม่ศรีเรือน หรือการต่อสู้ทางจิตใจต่อสิ่งเลวร้ายต่างๆที่เข้ามา เช่น Sansa Stark ที่ทนต่อเรื่องเลวร้ายต่างที่เข้ามาของชีวิตแต่ก็ก้าวผ่านไปได้ในท้ายที่สุด
นอกจากนี้มุมมองเรื่องความรักและเซ็กส์ในเรื่องนั้นก็ถูกทำให้ใกล้เคียงชีวิตจริงที่สุด หากลองเปรียบเทียบกับ The Lord of The Rings (อีกครั้ง) ความรักและเซ็กส์นั้นถูกแบ่งออกเป็นคนละเรื่องเลย ในขณะที่การมีความรักนั้นเป็นสิ่งสวยงามน่าบูชา แต่บทบาทของเซ็กส์ในเรื่องนั้นกับไม่ได้ไปทางเดียวกันเเละถูกกดให้น้อยมากถึงมากที่สุด ในขณะที่ George R.R.Martin นั้นแสดงให้เราเห็นว่าเซ็กส์เองก็สามารถใช้เป็นข้อผูกมัด และการแสดงอำนาจของผู้หญิง (หรือเพศทางเลือก) ความรักกับเซ็กส์นั้นก็อาจจะไปในทางเดียวกัน หรืออาจจะไม่ก็ได้ ในเรื่องนั้นแต่ละนางก็ไม่ได้มีความเหนียมอายต่อการซัมบะละฮึ่มแต่อย่างใดทางกลับกันออกจะโจ่งแจ้งด้วยซ้ำ
ถึงเเม้ว่ามิติแปลกใหม่ของโลกแฟนตาซีที่ George R.R. Martin นั้นเขียนขึ้นจะทำให้โลกแฟนตาซีที่เราคุ้นชินกันนั้นผิดเพี้ยน ไม่ว่าจะเป็นการตายของตัวละคร การที่ทุกคนนั้นไม่ใช่ขาวล้วนหรือดำล้วน หรือความสามารถของเพศอื่นนอกเหนือจากชาย แต่นั้นกลับยิ่งทำให้ผู้คนติดตามซีรี่ย์เรื่องนี้มากยิ่งขึ้นจนนับได้ว่าประสบความสำเร็จเลยทีเดียว อย่างไรก็ตามสิ่งนี้อาจกำลังบอกอะไรกับเรามากกว่านั้น โลกของ Westros ที่วนเวียนอยู่ที่เดิมค่อยๆเสื่อมถอยลง เเล้วโลกของเราจะเป็นเเบบนั้นไหมนะ
This is an example post, originally published as part of Blogging University. Enroll in one of our ten programs, and start your blog right.
You’re going to publish a post today. Don’t worry about how your blog looks. Don’t worry if you haven’t given it a name yet, or you’re feeling overwhelmed. Just click the “New Post” button, and tell us why you’re here.
Why do this?
Because it gives new readers context. What are you about? Why should they read your blog?
Because it will help you focus you own ideas about your blog and what you’d like to do with it.
The post can be short or long, a personal intro to your life or a bloggy mission statement, a manifesto for the future or a simple outline of your the types of things you hope to publish.
To help you get started, here are a few questions:
Why are you blogging publicly, rather than keeping a personal journal?
What topics do you think you’ll write about?
Who would you love to connect with via your blog?
If you blog successfully throughout the next year, what would you hope to have accomplished?
You’re not locked into any of this; one of the wonderful things about blogs is how they constantly evolve as we learn, grow, and interact with one another — but it’s good to know where and why you started, and articulating your goals may just give you a few other post ideas.
Can’t think how to get started? Just write the first thing that pops into your head. Anne Lamott, author of a book on writing we love, says that you need to give yourself permission to write a “crappy first draft”. Anne makes a great point — just start writing, and worry about editing it later.
When you’re ready to publish, give your post three to five tags that describe your blog’s focus — writing, photography, fiction, parenting, food, cars, movies, sports, whatever. These tags will help others who care about your topics find you in the Reader. Make sure one of the tags is “zerotohero,” so other new bloggers can find you, too.