
ในที่สุดช่วงเวลาเมษาหน้าร้อน เวลาของอุณหภูมิที่สูงที่สุดในรอบปีก็มาถึง ยังไงซะในช่วงต้นเดือนก็ยังมีลมมรสุม มีฝนตกสลับๆกันบ้างให้พอชื่นใจ จะว่าไปนอกจากเป็นช่วงเวลาซัมเมอร์เเล้ว มันยังเป็นช่วงวันหยุดยาวของเทศกาลปีใหม่ไทยที่ใครต่อใครต่างรอคอย ถ้าใครมีเวลาว่างก็พาตัวเองไปพักผ่อน เยี่ยมเพื่อน เยี่ยมฝูง เยี่ยมครอบครัว ชาร์จแบตให้ตัวเองถือว่าเป็นรางวัลสำหรับการทำงานหนักที่ผ่านมา อีกอย่างหนึ่งที่ยังร้อนเเรงคืออุณหภูมิของสมรภูมิความคิดทางการเมือง เราเป็นคนชอบฟัง แต่ดูเหมือนสังคมตอนนี้จะขาดคนที่ยอมฟัง ยอมเปิดใจ หวังว่าไม่ว่าคุณจะเชื่อในสิ่งใด คุณจะเป็นเบบี้บูมเมอร์ หรือเป็นเด็กเจนใหม่ เเต่ยังไงสิ่งที่คุณควรทำคือฟัง
การฟังที่ไม่ใช่การได้ยินเเล้วผ่านไป ฟังเเละคิดวิเคราะห์ ฟังและตกผลึกทางความคิด ฟังเเละใช้วิจารณญาณ ฟังเเละหันหน้ามาพูดคุยกัน ฟังโดยปราศจากอคติ ซักวันหนึงวันที่คนฟัง เปิดใจ เเละพูดคุย ความสัมพันธ์ระหว่างช่องว่างทุกอย่างในสังคม อายุ ชนชั้น อาจจะถูกเติมเต็มได้มากกว่าที่เเล้วมา :–)
Finally, April, the hottest time of the year has made itself here. However, the storm wind and some rain in the early of the month has cheers with its chill. Besides, the summer time, it’s also long holidays of Thai New Year which everyone is waiting for. If you have some free time, don’t forget to bring yourself to vacation, to meet friends and family, let’s count it as self-charging time after hardworking. Another the hot thing is the heat of political opinions. I, myself, am the one who love to listen, but it seems like society is lacking good listeners and open minded. Hopefully, no matter what are you believing, boomers, or youngsters, the thing you should do is to listen.
Listening,which is not just hearing. Listen and criticize, Listen and use discreationary, Listen without bias. One day, the day when people listen, open mind, and talking, the blank space between every gaps in everything in society- age, social class might be more fulfilled than the day before :–)
สำเนียงส่อภาษา วาจาส่อสกุลกับ My Fair Lady (1964)
สวัสดีค่า ในสถานการ์ณปัจจุบันนี้หลายๆคนคงต้องกักตัวเเละกักตุนอยู่บ้าน เพราะ โควิด 19 แน่ๆ เราก็เป็นหนึ่งในนั้นค่ะ (ฮา) จากปกติที่ไปไหนมาไหนได้ตลอดก็ต้องอยู่เเต่ในห้อง เเถมเวลาว่างก็บานเบอะ ก็เลยถือโอกาสนี้ทำสิ่งที่ตั้งใจมานานเเล้วซึ่งก็คือการนอนดูภาพยนตร์ที่ได้รับรางวัลออสการ์ ไหนๆก็ดูละก็มาเขียนอะไรซักนี้ดนึงละกัน หลายคนอาจจะคุ้นหูคุ้นตารางวัลออสการ์ (Oscars) หรือ อะคาเดมี่อวอร์ด (Academy Awards) กันมาบ้างเเล้ว หรือบางคนอาจจะไม่เคยได้ยินเลย เอ๊ะ เจ้ารางวัลนี้มันคืออะไรกัน Oscars ฉบับย่อเเล้วย่ออีก รางวัลออสการ์ (Oscars) หรือ อะคาเดมี่อวอร์ด (Academy Awards) จัดว่าเป็นรางวัลที่ทรงคุณค่าเเละยิ่งใหญ่ที่สุดในภาพยนตร์ที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปีโดยสถาบันศิลปะเเละวิชาการทางภาพยนตร์ (Academy of Motion Picture Arts and Sciences หรือสั้นๆว่า AMPAS) ณ ปัจจุบันนั้นมีการมอบรางวัลทั้งสิ้น 24 สาขา โดยมีรางวัลขนาดใหญ่ 5 อย่าง ได้แก่ รางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยม (Best Picture), รางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยม (Best Director), รางวัลนักเเสดงชายยอดเยี่ยม…
Where is the love? :ความรักยังมีอยู่ไหมในยุคสมัยที่เเปรเปลี่ยน
หากวิทยศาสตร์นั้นไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าโลกของเรานั้นหมุนด้วยเเรงดึงดูดและเเรงโน้มถ่วง ฉันคงคิดว่าโลกของเราหมุนด้วยความรัก ความรักถูกจัดเป็นความต้องการพื้นฐานด้านจิตใจของมนุษย์ตามสามเหลี่ยมความต้องการของมาสโลว์ (Maslow’s hierarchy needs ) ซึ่งความต้องการพื้นฐานลำดับเเรกๆ (นับจากล่างนั้น) จำเป็นต้องถูกเติมเต็มก่อนถึงจะสามารถไปสู่ความต้องการที่สูงขึ้นได้ ดังนั้นจึงไม่เเปลกเลยที่ความรักหรือความสัมพันธ์นั้นเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับพวกเรา ความรักเเละความต้องการเป็นเจ้าของนั้นเริ่มต้นจากสถาบันพื้นฐานที่สุดของพวกเรา คือ ครอบครัว พวกเราต้องการความรักความห่วงใยตั้งเเต่เรายังไม่สามารถจำความได้ ตัวอย่างเช่น ช่วงห้าหกเดือนเเรกที่เราเกิดมานั้นเราค่อยๆเรียนรู้ความสัมพันธ์ผ่านสมาชิกในครอบครัว เเต่เราไม่ได้ต้องการเพียงเท่านั้น ด้วยความที่มนุษย์เป็นสัตว์สังคม เรายังต้องการพบปะผู้คน พวกเราต้องการเพื่อนฝูงใครสักคนที่สามารถไว้ใจเเละเมื่อเราเข้าสู่วัยหนุ่มสาวเราก็เริ่มต้องการใครสักที่เราจะรักเขาได้ ใครสักคนที่จะทำให้เรารู้จักความรักที่ทำให้หัวใจกระชุ่มกระชวย อย่างไรก็ตามไม่ใช่ว่าเมื่อเธอเเตกหนุ่มหรือแตกสาว พอเดินออกจากบ้านจะเจอคนถูกชะตาปุ๊บคบปั๊บมีความสุขเเฮปปี้เอ็นดิ้ง เราไม่ใช่นกยูงที่จะสามารถรำเเพนหางได้อย่างเตะตา ความรักของพวกเรามันไม่ง่ายดายขนาดนั้น เราไม่มีทางรู้เลยว่าความรักจะเข้ามาหาเราเมื่อไหร่ หรือความรู้จักมักคุ้นต่อกันมาเนิ่นนานจะเปลี่ยนเป็นความรักเมื่อไหร่ บ้างก็ว่าไร้เหตุผลสิ้นดี บ้างก็ว่านี้เเหละคือรัก “The heart has it reasons whereof reason knows nothing” หัวใจมีเหตุผลที่เหตุผลไม่รู้จัก Blaise Pascal ดังนั้นเราจึงสร้างสรรค์สื่อต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นหนังสือนิยาย ภาพยนตร์ เพลง หรือ บทกลอน เพื่อปลอบประโลมหัวใจทดแทนการออกไปหาเจ้าความรักนี้จริงๆ ซึ่งเรื่องราวเหล่านี้ก็มีมานมนานเเล้ว เมื่อพูดถึงรักเเล้วความโรเเมนติคเองก็เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ แล้วความโรเเมนติค (Romantic) มันคืออะไรกั๊นอะไรกัน แค่เจอหน้าพบกันมันไม่ได้เหรอ…
Keep up my lastest letter
⋆ ˚。⋆ Get new letter drop in your mailbox … ⋆ ˚。⋆