
สวัสดีค่า ในสถานการ์ณปัจจุบันนี้หลายๆคนคงต้องกักตัวเเละกักตุนอยู่บ้าน เพราะ โควิด 19 แน่ๆ เราก็เป็นหนึ่งในนั้นค่ะ (ฮา) จากปกติที่ไปไหนมาไหนได้ตลอดก็ต้องอยู่เเต่ในห้อง เเถมเวลาว่างก็บานเบอะ ก็เลยถือโอกาสนี้ทำสิ่งที่ตั้งใจมานานเเล้วซึ่งก็คือการนอนดูภาพยนตร์ที่ได้รับรางวัลออสการ์ ไหนๆก็ดูละก็มาเขียนอะไรซักนี้ดนึงละกัน
หลายคนอาจจะคุ้นหูคุ้นตารางวัลออสการ์ (Oscars) หรือ อะคาเดมี่อวอร์ด (Academy Awards) กันมาบ้างเเล้ว หรือบางคนอาจจะไม่เคยได้ยินเลย เอ๊ะ เจ้ารางวัลนี้มันคืออะไรกัน
Oscars ฉบับย่อเเล้วย่ออีก

รางวัลออสการ์ (Oscars) หรือ อะคาเดมี่อวอร์ด (Academy Awards) จัดว่าเป็นรางวัลที่ทรงคุณค่าเเละยิ่งใหญ่ที่สุดในภาพยนตร์ที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปีโดยสถาบันศิลปะเเละวิชาการทางภาพยนตร์ (Academy of Motion Picture Arts and Sciences หรือสั้นๆว่า AMPAS) ณ ปัจจุบันนั้นมีการมอบรางวัลทั้งสิ้น 24 สาขา โดยมีรางวัลขนาดใหญ่ 5 อย่าง ได้แก่ รางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยม (Best Picture), รางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยม (Best Director), รางวัลนักเเสดงชายยอดเยี่ยม (Best Actor), รางวัลนักแสดงหญิง (Best Actress), รางวัลภาพยนตร์ดัดแปลงยอดเยี่ยม(Best Adapted Film)

ซึ่งสำหรับบทความนี้ ภาพยนตร์ที่เราจะมาพูดถึงกันนั้นเป็นภาพยนตร์ที่กวาดรางวัลออสการ์ ครั้งที่ 37 ไปถึง 8 รางวัล นั้นก็คือ… (แทน ทะดะเเดน เเด่น แทน แทน แท๊นนน!)
My Fair Lady (1964) บุษบาริมทาง
ภาพยนตร์ My Fair Lady (1964) นั้นเป็นเรื่องราวของเอไลซ่า ดูลิตเติ้ล (แสดงโดยออเดรย์ เฮปเบิร์น)สาวขายดอกไม้ข้างทางสำเนียงคอร์กนี่น์ ที่เข้าเรียนการพูดภาษาอังกฤษแบบมาตรฐานและเข้ารับการอบรมการวางตัวกับ ศจ.เฮนรี่ ฮิกกิ้นส์ (แสดงโดยเร็กซ์ แฮร์ริสสัน) เขาได้พนันกับเพื่อนของเขาผู้พันฮิวจ์ พิคเคอริ่ง (รับบทโดยวิลฟริด ไฮด์ ไวท์) หากเขาสามารถเปลี่ยนเเปลงการพูดรวมไปถึงกิริยามารยาทให้เธอเป็นผู้ดีได้ ภาระค่าใช้จ่ายการเรียนของเอไลซ่านั้นจะตกเป็นของผู้พันพิคเคอริ่งทั้งหมด
Production: เส้นทางของ My Fair Lady
จากมิวสิคัลสู่รางวัลออสการ์
เรื่องราวความเป็นมาของภาพยนตร์เรื่องนี้ก่อนที่จะมาสู่สายตาประชาชีบนจอแก้วนั้น แต่เริ่มเดิมทีมีต้นต่อมาจากบทละครเชิงเสียดสีสังคม Pygmalion (1913) โดยจอร์จ เบอนาร์ด ชอว์ โดยชื่อเรื่องของบทละครนี้มีที่มาจากตำนานกรีกเรื่อง ‘พิกเมเลี่ยน’ (ตามตำนานเชื่อว่าเป็นกษัตริย์เเห่งไซปรัส) ผู้ซึ่งเกลียดผู้หญิงจับจิตจับใจได้ปั้นรูปปั้นหญิงงามและหลงรักรูปปั้นนั้น ไม่ได้ต่างจากศาสตราจารย์ฮิกกิ้นส์ของเราที่เกลี๊ยดเกลียดผู้หญิง แต่ดันหลงรักลูกศิษย์ที่เขาปั้นมาเองกับมือซะนี้

ในปี 1956 อลัน เลอร์เนอร์ (Alan Lerner) และเฟร็ดเดอริค โลว์ (Federick Lowe) ได้ดัดแปลงละครเชิงเสียดสีสังคมพิกเมเลี่ยนใหม่เป็นบทประพันธ์และบทเพลงละครบร็อดเวย์มิวสิคัล My Fair Lady ในปี แสดงนำโดยเร็กซ์ แฮริสสัน (Rex Harrison)แสตนลีย์ ฮอลโลเวย์ (Stanley Holloway)และจูลี่ย์ แอนดรูว์ (Julie Andrews)ซึ่งละครเวทีเรื่องนี้ประสบความสำเร็จอย่างท่วมท้น เข้าชิงรางวัล Tony Awards ถึง 9 รางวัล


ต่อมา J.L warner ในนามของ Warner Bros. ได้ขอซื้อลิขสิทธิ์ในการทำหนังไปในราคา 5 ล้านดอลล่าสหรัฐ ภาพยนตร์ My Fair Lady (1964) กำกับโดย จอร์จ คัคอร์ (George Cuker) แสดงนำโดยออเดรย์ เฮปเบิร์น(Audrey Hepburn) กับเหล่านักเเสดงที่เคยรับบทบาทในละครเพลงอย่าง เร็กซ์ แฮริสสันและเเสตนลีย์ ฮอลโลเวย์ เเม้ว่าจูลี่ เเอนดรูว์นั้นจะไม่ได้กลับมารับบทในเวอร์ชั่นภาพยนตร์ เพราะดันติดบทพี่เลี้ยงมหัศจรรย์ แมรี่ ป็อปปิ้นส์ ใน Mary Poppins (1964) แต่การเเสดงของสาวน้อย(ในอดีต) ออเดรย์ เฮปเบิร์นนั้นก็ไม่ได้ด้อยไปกว่ากันซักนิด
ภาพยนตร์ My Fair Lady (1964) ได้ถูกเสนอชื่อเข้าชิงอคาเดมี่อวอร์ดทั้ง 12 สาขา เเละได้รับรางวัลถึง 8 สาขา ได้เเก่ ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม(Best Picture), นักแสดงชายยอดเยี่ยม(Best Actor), ถ่ายภาพยอดเยี่ยม(Best Cinematography), บันทึกเสียงยอดเยี่ยม (Best sound), ภาพยนตร์ดัดแปลงยอดเยี่ยม (Best Adaptation), ออกเเบบงานสร้าง (Best Art Direction), และเครื่องเเต่งกายยอดเยี่ยม (Best Costume Design) นับเป็นการเดินทางสู่ความสำเร็จอันยิ่งใหญ่เลยทีเดียว
Linguistic in My Fair Lady: สำเนียงส่อภาษากับบุษบาริมทาง
ประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับเรื่องนี้คือการนำเสนอความสัมพันธ์ระหว่างภาษา สำเนียงเเละชนชั้นผ่านภาพยนตร์ อย่างที่เราเห็นได้ชัดผ่านพัฒนาการทางภาษาของเอไลซ่า ดูลิตเติ้ล ก่อนเเละหลังจากที่เธอเข้าเรียนกับศาสตราจารย์ฮิกกิ้ส์ หรือเมื่อเราเปรียบเทียบสำเนียงระหว่างวิธีการพูดของพ่อของเอไลซ่า อัลเฟรด ดูลิตเติ้ลนั้นช่างเเตกต่างกับอาจารย์ฮิกกิ้นส์เสียเหลือเกิน
เจ้าสำเนียงที่เอไลซ่า(พูดในตอนแรกก่อนจะเข้าเรียนกับอาจารย์ฮิกกิ้นส์)เเละอัลเฟรดพูดนั้น เรียกว่าสำเนียง’คอร์กนี่ย์ (Cockney)’

สำเนียงคอร์กนี่ย์ (Cockney dialect) เป็นสำเนียงหนึ่งในภาษาอังกฤษที่พบได้ในย่านอีสท์เอ็น (East End)โดยตามธรรมเนียมเเล้วสำเนียงคอร์กนี่ย์ขนานเเท้จะต้องมาจากผู้ที่อาศัยอยู่ภายใต้รัศมีเสียงระฆังโบว์เบลล์แห่งโบถส์เซ็นต์เเมรี่เลอโบว์ (St Mary-Le-Bow)ปัจจุบันสำเนียงคอร์กนี่ย์ถูกใช้อย่างเเพร่หลายในอังกฤษ
ลักษณะเด่นบางประการของสำเนียงนี้ เช่น การเปลี่ยนของเสียง th (/θ/ออกเสียงคล้าย ธ พ่นลม),(/ð/ออกเสียงคล้ายกับ ด พ่นลม) เป็นเสียง f และ v เช่น thanks (เเธ้งส์) จะกลายเป็นเสียง fanks (เเฟ้งส์) และ th ในคำว่า they (เดย์)เป็น vey (เวย์) การกร่อนเสียง t ให้เป็น glottal stop (เสียงหยุด)เเทน เช่น water (วอ-เธ่อ)จะออกเสียงว่า wa’ er (วอ-เออะ) หรือที่เด่นชัดในภาพยนตร์อย่างการออกเสียงสระ a (เอ) เป็น ay (อาย)

แผนที่East End

ย่านอีสท์เอ็นที่เราได้กล่าวถึงในตอนต้น เป็นรู้จักกันดีในนามย่านคนจน ชุนชนเเออัด และถิ่นที่อยู่ของเเรงงานต่างด้าวในลอนดอน ไม่เพียงเท่านั้นยังมีปัญหาอาชญกรรม ปัญหากลุ่มอันธพาลและปัญหาอื่นๆทางสังคมอีกด้วย

จึงไม่แปลกเลยที่สำเนียงคอร์กนี่ย์ของเอไลซ่านั้นจะถูกดูเเคลนโดยคนอย่างอาจารย์ผู้ใช้ภาษาอังกฤษเเบบมาตรฐาน เราอาจพูดได้ว่าการดูเเคลนภาษาของอาจารย์ฮิกกิ้นส์นั้นเปรียบเสมือนสายตาของเหล่ามนุษย์ชนชั้นล่างที่มองดูคนชนชั้นที่ด้อยกว่าตน
อย่างไรก็ตามคงไม่สามารถพูดได้เต็มปากว่าคนชนชั้นสูงได้กดให้คนเบื้องล่างเป็นเพียงคนที่อยู่เบื้องล่างหากขาดการยอมรับของคนกลุ่มนั้นเอง การยอมเปลี่ยนเเปลงสำเนียงของเอไลซ่าหรือการที่อัลเฟร็ดผู้เป็นพ่อของเอไลซ่าเข้ามาหาอาจารย์เฮนรี่ ฮิกกิ้นส์ แล้วตัดพ้อถึงความลำบากยากเข็ญของคนหาเช้ากินค่ำซึ่งต่างกับผู้ดีมีอันจะกินอย่างอาจารย์นี้ได้สะท้อนภาพการยอมรับฐานะของเหล่าผู้มีรายได้น้อยในสังคมว่า ‘เรา-ต่ำ-กว่า-เขา’

ในเพลง Why Can’t the English? ร้องโดยอาจารย์ฮิกกิ้นส์ต่อเอไลซ่าในต้นเรื่องนั้นได้สะท้อนความคิดของเขาซึ่งเป็นตัวเเทนชาวชนกลางขึ้นไปต่อภาษาอังกฤษเเบบมาตรฐานและภาษาอังกฤษแบบอื่นๆ ลองดูในตัวอย่างเพลงที่หยิบยกมาดีกว่าค่ะ
Hear a Yorkshireman, or worse
Hear a Cornishman converse
I’d rather hear a choir singing flat
Chickens cackling in a barn
Just like this one here
ในสายตาของอาจารย์ประจำวิชาสัทศาสร์ของเรานั้นภาษาอังกฤษที่นอกเหนือจากมาตรฐาน ไม่ว่าจะเป็นสำเนียงคอร์กนี่ย์ที่เอไลซ่าเเละพ่อของเธอพูด หรือสำเนียงอื่นๆอย่างคอร์นนิช หรือยอร์คเชียร์นั้นถูกตัดสินว่าเป็นสิ่งที่ไม่เหมาะไม่ควรที่จะพูดอย่างยิ่ง เพราะเป็นการทำลายไม้บรรทัดอันเที่ยงตรงของภาษาแบบอังกฤษแบบมาตรฐาน(ซึ่งในภาพยนตร์นั้นเป็นการพูดภาษาอังกฤษแบบ Mid-Atlantic English ค่ะ นิยมใช้ในภาพยนตร์สมัยต้นศตวรรษที่ 20 มีลักษณะเด่นที่ผสมกันระหว่างภาษาอังกฤษเเบบ British และ American)

อย่างไรก็ตามต่อให้เหล่าผู้ดีตีนเเดงนั้นเผยเเพร่เเละดำรงภาษามาตรฐานนี้ไว้เท่าใด หากไร้ซึ่งการยอมรับจากคนเบื้องล่างเเล้วภาษาแบบมาตรฐานนั้นก็ไร้ซึ่งอำนาจ พูดง่ายๆก็คือ ภาษาแบบมาตรฐานนั้นจำเป็นต้องได้รับการยอมรับว่ามันเองเป็นมาตรฐานจากผู้ใช้ภาษาในวงสังคมที่ด้อยกว่าด้วย
กระบวนการส่งต่ออำนาจของภาษามาตรฐานต่อภาษาที่อยู่ในวงสังคมอื่นๆที่กล่าวไปข้างต้นนี้เป็นไปตามทฤษฎี Standard Language Ideology นำเสนอโดยแอนและเจมส์ มิลรอย (Anne and James Milroy) ผนวกกับทฤษฎีเรื่องวงของผู้ใช้ภาษาอังกฤษที่ต่างกัน หรือที่เรียกว่า Three Circles Model โดยบราจ คครู (Braj Kachruu) อิฉันของสรุปให้สั้นๆละกันค่ะ

สำหรับวงในสุดนั้นจะเป็นวงของประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาเเรก (English Native Learner ย่อๆว่า ENL) ยกตัวอย่างเช่น ประเทศอังกฤษ อเมริกา และออสเตรเลีย วงถัดออกมานั้นคือเหล่าประเทศที่เคยตกเป็นเมืองขึ้นส่งผลให้ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สอง (English Second Learner ย่อๆว่า ESL) ยกตัวอย่างเช่น ประเทศสิงคโปร์ อินเดีย ปากีสถาน เป็นต้น วงสุดท้ายนั้นคือเหล่าประเทศอย่างจีน เกาหลี ญี่ปุ่น หรือไทย ที่เรียนภาษาอังกฤษในฐานะภาษาต่างชาติเพื่อจุดประสงค์ใดประสงค์ ภาษาอังกฤษไม่ได้ถูกใช้เป็นภาษาหลัก (English Foreign Language)
ถึงเเม้ว่าใน My Fair Lady นั้นจะไม่ได้นำเสนอความหลากหลายของภาษาอังกฤษในประเทศอื่นๆ เเต่มันก็ได้นำเสนอความหลากหลายทางสำเนียงภายในประเทศอังกฤษเสียเอง หากลองนำโครงสร้างของ คครู (Kachru’s Model) มาปรับใช้ร่วมกับทฤษฎี SLI มาประยุกต์ อาจจะสามารถเขียนเเผนภาพได้ประมาณรูปข้างล่าง โดยให้ภาษาอังกฤษแบบมาตรฐานนั้นอยู่ Inner Circle และสำเนียง Cockney อยู่ Outer Circle ค่ะ

ใน My Fair Lady (1964) นั้นไม่ได้มีเพียงประเด็นเรื่องภาษาและชนชั้นเท่านั้นเเต่ยังมีเรื่องอื่นๆที่น่าสนใจอีกเช่นกัน ประกอบกับเคมีการเเสดงของคู่พระนางอย่าง Audrey Hepburn และ Rex Harrison แถมโปรดักชั่นที่ดีงามทั้งฉาก เเละเพลง รวมไปถึงคอสตูมในภาพยนตร์ที่เลิศสุดเพราะฉะนั้นเเล้วภาพยนตร์เรื่องนี้จึงเป็นอีกเรื่องที่อิฉันอยากเเนะนำให้ดูกันในช่วงโควิด19 นี้ สุดท้ายนี้ขอลาไปด้วยรูปสวยๆของชีออเดรย์ เฮปเบิร์นจากเรื่องนี้ ไว้เจอกันใหม่บทความหน้าค่าาา



Citation
https://www.britannica.com/topic/Cockney
https://www.nytimes.com/1981/08/19/theater/the-stage-my-fair-lady-returns
https://www.britannica.com/topic/My-Fair-Lady-film-by-Cukor
Moody, A. (2020). World Englishes in the Media. In D. Schreier, M. Hundt, & E. Schneider (Eds.), The Cambridge Handbook of World Englishes (Cambridge Handbooks in Language and Linguistics, pp. 652-675). Cambridge: Cambridge University Press. doi:10.1017/9781108349406.028
