หากวิทยศาสตร์นั้นไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าโลกของเรานั้นหมุนด้วยเเรงดึงดูดและเเรงโน้มถ่วง ฉันคงคิดว่าโลกของเราหมุนด้วยความรัก ความรักถูกจัดเป็นความต้องการพื้นฐานด้านจิตใจของมนุษย์ตามสามเหลี่ยมความต้องการของมาสโลว์ (Maslow’s hierarchy needs ) ซึ่งความต้องการพื้นฐานลำดับเเรกๆ (นับจากล่างนั้น) จำเป็นต้องถูกเติมเต็มก่อนถึงจะสามารถไปสู่ความต้องการที่สูงขึ้นได้ ดังนั้นจึงไม่เเปลกเลยที่ความรักหรือความสัมพันธ์นั้นเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับพวกเรา

ความรักเเละความต้องการเป็นเจ้าของนั้นเริ่มต้นจากสถาบันพื้นฐานที่สุดของพวกเรา คือ ครอบครัว พวกเราต้องการความรักความห่วงใยตั้งเเต่เรายังไม่สามารถจำความได้ ตัวอย่างเช่น ช่วงห้าหกเดือนเเรกที่เราเกิดมานั้นเราค่อยๆเรียนรู้ความสัมพันธ์ผ่านสมาชิกในครอบครัว เเต่เราไม่ได้ต้องการเพียงเท่านั้น ด้วยความที่มนุษย์เป็นสัตว์สังคม เรายังต้องการพบปะผู้คน พวกเราต้องการเพื่อนฝูงใครสักคนที่สามารถไว้ใจเเละเมื่อเราเข้าสู่วัยหนุ่มสาวเราก็เริ่มต้องการใครสักที่เราจะรักเขาได้ ใครสักคนที่จะทำให้เรารู้จักความรักที่ทำให้หัวใจกระชุ่มกระชวย
อย่างไรก็ตามไม่ใช่ว่าเมื่อเธอเเตกหนุ่มหรือแตกสาว พอเดินออกจากบ้านจะเจอคนถูกชะตาปุ๊บคบปั๊บมีความสุขเเฮปปี้เอ็นดิ้ง เราไม่ใช่นกยูงที่จะสามารถรำเเพนหางได้อย่างเตะตา ความรักของพวกเรามันไม่ง่ายดายขนาดนั้น เราไม่มีทางรู้เลยว่าความรักจะเข้ามาหาเราเมื่อไหร่ หรือความรู้จักมักคุ้นต่อกันมาเนิ่นนานจะเปลี่ยนเป็นความรักเมื่อไหร่ บ้างก็ว่าไร้เหตุผลสิ้นดี บ้างก็ว่านี้เเหละคือรัก
“The heart has it reasons whereof reason knows nothing”
หัวใจมีเหตุผลที่เหตุผลไม่รู้จัก
Blaise Pascal
ดังนั้นเราจึงสร้างสรรค์สื่อต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นหนังสือนิยาย ภาพยนตร์ เพลง หรือ บทกลอน เพื่อปลอบประโลมหัวใจทดแทนการออกไปหาเจ้าความรักนี้จริงๆ ซึ่งเรื่องราวเหล่านี้ก็มีมานมนานเเล้ว เมื่อพูดถึงรักเเล้วความโรเเมนติคเองก็เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ แล้วความโรเเมนติค (Romantic) มันคืออะไรกั๊นอะไรกัน แค่เจอหน้าพบกันมันไม่ได้เหรอ
ตาม Oxford learner’s dictionary ให้ความหมาย โรเเมนติค (Romantic) ว่าเกี่ยวข้องกับความรักหรือความสัมพันธ์เชิงชู้สาว (connected or concerned with love or a sexual relationship) สำหรับเชิงวรรณกรรมเเล้วยุคโรเเมนติค (Romantic movement)) นั้นคือ การเเสดงออกถึงความรู้สึกนึกคิดอย่างเเท้จริงโดยไร้กรอบใดใดทั้งสิ้น สำหรับพวกเราเเล้วความโรเเมนติคคงเป็นผลพ่วงความรักที่ทำให้หัวใจผองโต ทำให้วันนั้นของเธอชื่นบานเเละอมยิ้มในตอนบ่่ายที่เเสนยุ่งเหยิงได้ มันอาจจะไม่จำเป็นต้องยิ่งใหญ่เเต่เป็นสิ่งเล็กน้อยที่ทำให้กันทุกวันก็ได้
ความรักเเบบคุณปู่คุณย่าที่พวกเรานั้นเคยได้ฟังช่างละมุนละไมซะเหลือเกิน กว่าพวกเขาจะเจอกัน ไหนจะต้องรอจดหมายของอีกฝ่ายวันเเล้ววันเล่า ไหนกว่าจะได้เบอร์โทรไปหาสาวเจ้าเเล้วลุ้นว่าไม่ใช่พ่อของเขาที่รับ ไหนจะความยากลำบากที่พกเขาอดทนต่อสู่มาด้วยกันจนสร้างเนื้อสร้างตัวได้ อย่างไรก็ตามเมื่อยุคสมัยเปลี่ยนความคิดของเราก็เปลี่ยน ความรักก็เช่นกัน ในยุคโลกาภิวัฒน์ที่ผลประโยชน์สำหรับตัวเรานั้นเป็นสิ่งสำคัญที่สุด จากการที่พยายามซ่อมเเซมประคับประคองหรือการยึดมั่นรักเเค่เพียงคนเดียวไปตลอดกาลนั้นเป็นสิ่งที่เเทบจะไม่พบเห็นในยุคสมัยใหม่
น่าเสียดายที่ความรักของพวกเราในสมัยนี้จึงกลายเป็นรักที่เกิดขึ้นเเละจากกันง่ายดายเหลือเกิน ไม่เพียงเท่านั้นเราต่างต้องการสิ่งที่สมบูรณ์เเบบที่สุดในความรัก เมื่อไม่ใช่เราต่างไม่เสียเวลาที่จะมาแก้ไขและปล่อยให้มันผ่านไป เทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นเพื่อความสะดวกสบายได้ร่นระยะเวลาเเละระยะทางระหว่างคนสองคน ถึงเเม้การส่งข้อความหากันผ่านเฟสบุ๊คมันจะรวดเร็วกว่าเเต่มันไปลดคุณค่าการอดทนรอคอยจดหมายของคนสองคนไหม การที่วิดิโอคอลหากันมันทำให้การเจอกันลดคุณค่าลงหรือป่าว การเดินเข้าห้างสรรพสินค้ากิน เที่ยว ช้อป จบในวันเดียวมันทำให้คุณค่าของการเดินทางไปที่อื่นด้วยกันลดน้อยลงไหม

สภาพเศรษฐกิจที่ขยายตัวอย่างมีผลต่อการเเต่งงานของผู้มีอันจะกินในสังคมสมัยนี้ ตกลงเเล้วเป็นเพราะความรักระหว่างคู่บ่าวสาวหรือเพื่อผลประโยชน์ระหว่างสองครอบครัวกันที่ทำให้เกิดปรัมพิธี ผู้หญิงเลือกผู้ชายที่มากพร้อมด้วยเงินทองและหน้าที่การงานในสังคมรวมไปถึงหน้าตา คนยากจนหวังจะเเต่งงานกับผู้มีฐานะเพื่อยกระดับชีวิตให้สุขสบาย โปรโมชั่นเเละสินค้าต่างๆเองก็ถูกสร้างมาเพื่อหาผลประโยชน์จากความรัก เกิดการฉ้อโกงโดยอาศัยความรัก (Romance scam)เพื่อเงินผ่านช่องทางใดทางหนึ่งก็ตาม เช่น การจีบกันผ่านอินเตอร์เน็ตเเล้วล่อลวงทรัพย์สินหรือทำมิดีมิร้าย ดูเหมือนว่าพวกเราต่างก็ฉกฉวยโอกาสจากความรักเพื่อผลประโยชน์ส่วนตนทั้งนั้น
แต่ความรักยังคงเป็นสิ่งที่หนุ่มสาวในทุกช่วงสมัยต้องการ พวกเขายังคงเฝ้าฝันพร่ำเพ้อลงโซเชี่ยลถึงการได้รักใครสักคนเเละใช้เวลาด้วยกันอย่างมีความสุขบนโลกอันขื่นขม แต่ที่ชวนให้ตั้งคำถามนั้นคงเป็นการมีอยู่ของมัน หรือการมีอยู่ของมันนั้นจะยังคงทำให้พวกเรารู้สึกหวานชื่นได้ไหมหรือมันแปรเปลี่ยนเป็นสถานภาพทางสังคมเเละกำไรเเล้ว
แล้วเธอละคิดว่า
ความรักโรเเมนติคยังมีอยู่ไหมในวันนี้ ?
ก่อนอื่นเมื่อลองย้อนมองกลับไปในสมัยช่วงศตวรรษที่ 18-19 นวนิยายเรื่อง Pamela (The virtue rewarded) เรื่องราวเกี่ยวกับพาเมล่าสาวรับใช้ของคุณบี ซึ่งคุณบีได้กระทำการต่างๆไม่เหมาะสมกับเธออย่างการใช้กำลังเเต่เธอยังคงวางตัวเเละรักษาความดีเอาไว้จนในที่สุดคุณบีก็ขอเเต่งงานเธอ หรืออย่างใน Pride and Prejudice (1813,Jane Austin) ความรักระหว่างอลิซาเบ็ธและคุณดาร์ซี่ ชายหนุ่มผู้หยิ่งยโสผู้ร่ำร่วยพวกเขาเจอกัน ณ งานเต้นรำ ถึงเเม้ตอนเเรกเธอจะเกลียดเขา เเต่เธอก็ได้รับความช่วยเหลือจากเขาเเละสานสัมพันธ์จบจบที่งานวิวาห์ในท้ายที่สุด

Mr.Darcy and Elizabeth from Pride and Prejudice (2005)
Jane Eyre (1847,Charlotte Brontë)ชีวิตของเจน แอร์ หญิงสาวกำพร้าพ่อแม่ที่ต้องไปอยู่กับป้าเลี้ยงใจร้าย ต่อมาเธอได้เป็นครูสอนที่ Thornfield และพบรักกับนายโรเชสเตอร์ชายหนุ่มผู้เต็มไปมีปริศนาเงื่อนงำซ่อนอยู่เเละเเต่งงานอยู่ด้วยกันในท้ายที่สุด ต่อมาเธอพบความจริงว่าเขาเเต่งงานมาเเล้ว ต่อมาเธอได้พบว่าเขานั้นมีภรรยาคนเเรกที่เสียสติซ่อนอยู่ข้างบนบ้าน เธอออกจากบ้านมาเเล้วกลับไปใหม่พบว่าบ้านนั้นถูกเผาโดยภรรยาคนแรกที่กระโดดลงมาเพื่อปลิดชีวิตตัวเอง สุดท้ายเเล้วเจน แอร์เเละนายโรเชสเตอร์ก็กลับมาอยู่ด้วยกัน
พวกเราได้เห็นว่าสาวๆทุกนางล้วนเเต่งงานเเละมีชีวิตอยู่กับชายผู้เป็นที่รักในที่ท้ายที่สุด นอกจากนั้นเเล้วทุกนางล้วนมีโอกาสด้อยกว่าชายทั้งสิ้น

ใช่ค่ะซิส ความฝันสูงสุดของผู้หญิงในสมัยนั้น คือ การเเต่งงาน
การปฏิวัติทางวิทยาศาสตร์และอุตสาหกรรมส่งผลให้สภาพเศรษฐกิจเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องเเต่นั้นก็ไม่ได้ช่วยเพิ่มโอกาสให้เเก่เพศหญิงเลย พ่อแม่พยายามหาสามีให้ลูกสาวไม่ว่ายังไงก็ตามเเต่ อย่างเช่น Pride and Prejudice ที่ครอบครัวเบ็นเน็ธพยายามเเนะนำลูกสาวของเขาเเก่คุณบิงลี่ย์ หญิงสาวไม่สามารถเป็นอย่างอื่นได้นอนกจากนางฟ้าในเรือน พวกเธอไม่ได้รับอนุญาติที่จะไปไหนมาไหนด้วยตัวเองด้วยซ้ำ ชุดความคิดผู้หญิงจะต้องอยู่กับเย้าเฝ้ากับเรือนหยั่งรากลึกลงไปในความคิดของผู้คนสมัยนั้น เพศชายกลายเป็นผู้ปกครองอย่างเบ็ดเสร็จเเละเพศหญิงเป็นได้เพียงผู้ให้กำเนิดลูกเเละผู้ดูเเลบ้านช่อง หญิงม่ายจากการหย่าร้างถูกเหยียดหยามในสังคม เหล่าสตรีเพศในสมัยนั้นจึงจำเป็นต้องทนมือทนตีนสามี(ในกรณีที่สามีชอบใช้กำลัง) หากหญิงสาวเเต่งงานเเล้วทรัพย์สมบัติของตนเองจะต้องตกเป็นของสามีทั้งหมด ผู้หญิงไม่มีสิทธิ์จะมีหน้าที่การงานใดใดเพื่อเลี้ยงชีพเลย ในเมื่อสังคมได้ตีค่าไว้ว่าวันหนึ่งพวกเธอก็ต้องตกเป็นสมบัติของผู้ชายอยู่ดี เธอจะทำงานไปทำไมกัน

ไม่ใช่ในสมัยนี้ค่ะซิสเราจะไม่ยอมเป็นเเค่นางฟ้าในเรือนอีกต่อไป เมื่อสิทธิสตรีได้รับการสนับสนุนมากขึ้น มาร์กาเร็ต ฟูลเลอร์ เจ้าของผลงานได้ Woman in the Nineteenth Century ( 1843 )ได้ชี้ให้เห็นถึงความเเตกต่างของสตรีเพศและสนับสนุนการเรียกร้องสิทธิสตรี ในทุกวันนี้ผู้หญิงอย่างเรามีโอกาสในการทำงานเฉกเช่นที่ผู้ชายทำได้ ยกตัวอย่าง เช่น เอลล์ วู้ด (Elle Wood) จาก Miss Legally Blonde( 2001 ) ที่แสดงให้ว่าเธอสามารถเรียนจบฮาร์วาร์ดเเละฝึกงานเป็นทนายได้ด้วยความผู้หญิ๊งผู้หญิงไม่เเพ้เเฟนเก่าของเธอที่เข้ามาเรียนที่นี้ หรือแอนดี้ (Andy or Andrea Sachs) จาก The devils wear Prada( 2006 ) ที่แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการทำงานของเธอ

ใน Crimson Peak (2015)อีดิธ คุชชิ่ง (Edith Cushing) หญิงสาวผู้มุ่งมั่นในการเป็นนักเขียน หลังจากที่เธอเเต่งงานเเละย้ายไปอยู่กับคฤหาสน์ตระกูล Sharpe เธอค้นพบถึงความรักอันดำมืดของสองพี่น้อง ซึ่งเธอก็ไม่ยอมทนเป็นเหยื่อของสองพี่น้องนี้ ซิสทั้งหลายคะพวกเรามีตัวเลือกในการใช้ชีวิตที่มากขึ้น เสียงของเราได้รับฟังจากสังคมที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นของเพศชายเเค่เพียงผู้เดียว เราไม่จำเป็นต้องเป็นเเค่นางฟ้าในเรือนสำหรับผู้ชายอีกต่อไปในเมื่อเราสามารถออกไปหาเลี้ยงชีพของเราด้วยเงินของเราเองได้ และในเมื่อเรากำอำนาจของเราไว้ในมือตัวเองเเล้ว เราไม่จำเป็นต้องเป็นเเค่กระสอบทรายทนมือทนตีนใครอีก เราไม่จำเป็นต้องทนกับความสัมพันธ์เฮงซวยอีกต่อไป ดังนั้นเเล้วความรักนั้นจึงไม่ได้ยาวนานเหมือนเมื่อก่อนกลายเป็นความโรเเมนติคหวานชื่นเเค่ในชั่วระยะหนึ่งเท่านั้น
“At some point you have to realize that some people can stay in your heart but not in your life”
เมื่อถึงจุดหนึ่งคุณต้องตระหนักในใจว่าบางคนอยู่ได้เพียงในหัวใจแต่ไม่ใช่ในชีวิตของคุณ
Anais Nin
แต่ในขณะเดียวกันความรักที่ไม่ได้อยู่ด้วยกันหรือไม่สมหวังอาจสามารถมองว่าเป็นเรื่องเเสนจะโรเเมนติคก็ได้ ในเมื่อความสัมพันธ์ของคนสองคนมันสุกงอมที่สุดในช่วงเวลาหนึ่งเเละสักวันหนึ่งจะต้องโรยราไปอยู่ดี การจดจำกันในวันที่ดีที่สุดมันคงดีกว่าอยู่ด้วยกันไปจนไม่มีความรู้สึกอะไรเหลือต่อกันเลยจริงไหม เราอาจจะยังจำรักครั้งเเรกของเราได้เสมอถึงเเม้ว่าในตอนนี้เขาอาจจะไม่อยู่กับเราเเล้วเเต่กระนั้นเเล้วภาพความทรงจำดีๆระหว่างกันก็ยังคงอยู่อย่างในโรมิโอจูเลียตนั้นพวกเขาอาจไม่ได้เกิดมาเพื่ออยู่ด้วยกันเเต่พวกเขาเกิดมาเพื่อมีความสุขด้วยกันเเค่ช่วงหนึ่งก่อนจะต้องลาโลกนี้ไปด้วยกัน

หรืออย่างในนวนิยายชื่อดังของ โจโจ้ มอยส์ (Jojo Moyes) Me before you เรื่องราวความรักระหว่าง หลุยซา คลาร์ค ผู้ดูเเลผู้ป่วย กับ วิลเลี่ยม เกรย์ ผู้ป่วยร่างกายไม่สามารถขยับได้เนื่องจากประสบอุบัติเหตุก็ไม่ใช่เรื่องราวที่จบด้วยการเเต่งงาน เเต่เป็นความรักที่พวกเขาสองคนได้ใช้เวลาด้วยกันจนกระทั่งวิลเลี่ยมตัดสินใจการุณยฆาตตนเองไป หรือ La La Land (2016) ซึ่งว่าด้วยความสัมพันธ์ของคู่หนุ่มสาวช่างฝันอย่าง มีอา ผู้ฝันถึงการเป็นนักเเสดง เเละเซบาสเตียนที่อยากมีบาร์เเจ๊ซเป็นของตนเอง เเม้ว่าสุดท้ายเเล้วทั้งคู่จะไม่ได้ใช้ชีวิตคู่ร่วมกันเพราะเเยกกันไปทำตามฝันของตนเอง เเต่อย่างน้อยครั้งหนึ่งพวกเขาก็เคยรักกัน

มากไปกว่านั้นเเล้วความรักในสมัยนี้ไม่ได้จำกัดเเค่คู่รักหญิงชาย เเต่สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน ถึงเเม้ว่ากายภาพของเรานั้นจะมีเเค่หญิงกับชายเเต่เหตุใดเล่าที่เราจะต้องจำกัดตัวเองให้รักเพียง ชาย หรือ หญิง เรารักใครสักคนเพราะความเป็นตัวเขาไม่ใช่หรือ ดังนั้นเเล้วไม่ว่าจะเพศไหนก็ไม่เห็นจะเกี่ยว
ในปัจจุบันนั้นกลุ่ม LGBT ได้ออกมาเเสดงบทบาททางสังคมไม่เหมือนเช่นเเต่ก่อนที่หลบซ่อนอยู่ในเงามืด พวกเขาได้ออกมาเรียกร้องสิทธิต่างๆที่พวกเขาพึงได้รับ อย่างการเเก้ไขกฎหมายให้สามารถเเต่งงานร่วมกัน ซึ่งปัจจุบันมีถึง 28 ประเทศที่ยอมรับการเเต่งงานของเพศเดียวกัน เช่น อังกฤษ เยอรมัน นอร์เวย์ สวีเดน เอกวาดอร์ เป็นต้น
“ถ้าทุกคนคิดแบบนี้ รักแท้ก็เกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย มันไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าเราเป็นเพศอะไร แต่มันขึ้นอยู่กับว่าเราไม่ได้รักกันมากพอ”

Blue is the warmest color (2013)ภาพยนตร์ฝรั่งเศสได้รับรางวัลปาล์มทองคำ(2013) ว่าด้วยเรื่องราวความรักระหว่างหญิงสาวสองคน อเดล หญิงสาววัย 15 ที่ตกหลุมรักสาวผมฟ้าผู้กำลังศึกษาด้านศิลปะอย่าง เอ็มม่า ถึงเเม้ว่าความสัมพันธ์ของเขาจะไม่ใช่คู่ชายหญิงเเต่ความรู้สึกที่มีให้กันจริงๆก็ไม่ได้น้อยหน้าคนรักคู่ไหนเลย หรือ Call me by your name (2017) ภาพยนตร์น้ำดีฝีมือการกำกับภาพโดย คุณ สยมภู มุกพร้อมดี และผู้กำกับภาพยนตร์ชาวอิตาเลี่ยน ลูก้า กัวดาญิโน (Luca Guadagnino) เรื่องราวทั้งหมดนั้นเกี่ยวกับความสัมพันธ์ที่ค่อยๆเพิ่มขึ้นของเด็กหนุ่มวัย 17 ปี เอลิโอ เเละโอลิเวอร์ ผู้มาพำนักอาศัยในฐานะผู้ช่วยงานวิจัยของพ่อตนเอง

การมีอยู่ของความรักโรเเมนติคหวานชื่นนั้นหากถามถึงการมีอยู่ของมัน ฉันตอบอย่างมั่นใจได้เเน่นอนว่า ใช่…มันยังคงมีอยู่ เเต่หากถามว่ามันจะอยู่นานได้สักเท่าไหร่ฉันคงไม่มีวันบอกได้ เเละฉันเชื่อว่าคงไม่มีใครรู้ด้วย เเม้ว่าสภาพเศรษฐกิจหรือโอกาสที่เพิ่มขึ้นนั้นจะทำให้ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตและทัศนคติเปลี่ยนเเปลงเเต่ความรักก็ยังคงเป็นความรักที่ไม่เลือกเหตุผลเเละเวลาอยู่ดี ยังคงเป็นความรักที่เกิดขึ้นได้กับทุกคนเสมอ
สุดท้ายนี้สำหรับเธอที่อาจจะเจอความรักเเล้ว ขอให้รักษาไว้ให้ดีที่สุดเท่าที่ทำได้ เเต่หากวันนี้เธอยังไม่ถูกใจกับคนที่เจอหรือยังไม่เจอคนคนนั้นฉันหวังว่าสักวันหนึ่งเธอจะได้เจอเขา เอ๊ะ ทำไม่ต้องรอล่ะ ในเมื่อเธอก็เดินออกไปหาเขาคนนั้นเองได้นิ 🙂
ป.ล. รูปภาพทั้งหมดมาจากภาพยนตร์
อ้างอิง
https://bbfc.co.uk/releases/call-me-your-name-2017
https://www.imdb.com/title/tt2278871/
Click to access 2017-Berlin-emailing-MFI.pdf
https://minimore.com/b/Vr2P0/14
https://www.goodreads.com/book/show/17347634-me-before-you
https://www.simplypsychology.org/maslow.html
Eva Illouz, Consuming the Romantic Utopia: Love and the Cultural Contradictions of Capitalism, (ฺBerkley: University of California Press ,1997).
https://www.metalbridges.com/crimson-peak/
https://www.imdb.com/title/tt0250494/